การเตรียมความพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้ปฏิรูประบบประเมินคุณภาพภายนอกและการรับรองมาตรฐานการศึกษา ที่สอดคลองกับการจัดการศึกษา ประกอบด้วย การจัดการศึกษาปฐมวัย (Early Childhood Education) การศึกษาขั้นพื้นฐาน(Basic Education)  การจัดการศึกษาอาชีวศึกษา (Technical and Vocational Education ) และการศึกษาอุดมศึกษา (Higher Education) โดยแบ่งออกเป็น ๒ วัตถุประสงค์ คือ การประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Development) และการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐาน (Assessment for Accreditation)

๑. การประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Development) หมายถึง การประเมินเพื่อระบุระดับความสำเร็จของผลการดำเนินงาน ตามระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งสถานศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทจะต้องได้รับการประเมิน เพื่อพัฒนาตามข้อกำหนดของกฎหมาย (Compulsory) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีเพื่อนำข้อเสนอแนะและ ผลการประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานของสถานศึกษา ซึ่ง สถานศึกษาทุกแห่งต้องได้รับการประเมินเพื่อพัฒนาซึ่งเป็นการประเมินคุณภาพภายนอก จากสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี นับจาก การประเมินครั้งสุดท้าย ทั้งนี้หากสถานศึกษาใดมีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ต้องนำ ข้อเสนอแนะ ไปประกอบการพัฒนาคุณภาพเพื่อยกระดับมาตรฐาน และขอรับการประเมินซ้ำภายใน ๒ ปี  โดย สาระสำคัญของการประเมิน ประกอบด้วย  ข้อมูลพื้นฐานการดำเนินงานของสถานศึกษาในมิติต่างๆ ตามที่ต้นสังกัดกำหนด  ตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ได้แก่  (๑) ด้านผลการจัดการศึกษา (๒) ด้านการบริหารจัดการศึกษา (๓) ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (๔) ด้านระบบการประกันคุณภาพภายใน สำหรับเกณฑ์การประเมินจะประเมินความครบถ้วน ถูกต้อง และความสอดคล้องของข้อมูล

สำหรับผลการประเมิน สรุปตามระดับคุณภาพ เป็น ๕ ระดับ ดังนี้

ระดับ ๑ ต้นสังกัดจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

ระดับ ๒ ต้นสังกัดต้องให้การช่วยเหลือเพื่อปรับปรุง

ระดับ ๓ ต้นสังกัดต้องให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนา

ระดับ ๔ ต้นสังกัดควรให้การส่งเสริมเพื่อยกระดับมาตรฐาน

ระดับ ๕ ต้นสังกัดควรให้การส่งเสริมในการเป็นต้นแบบ

ขั้นตอนการดำเนินงาน

อ่านเพิ่มเติม

Advertisements
By punaoy

การพัฒนาหลักสูตรเขตเศรษฐกิจพิเศษ

จาก เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรเศรษฐกิจพิเศษ มรภ. พระนครศรีอยุธยา

“เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์ กลางเศรษฐกิจ และการขนส่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ประโยชน์จากการที่ไทยมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เป็นประตูรองรับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ จังหวัดราชบุรีอยู่ในพื้นที่เชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษ

1

 การัดหลักสูตรการเรียนรู้จากการทำงาน (Work – based Learning)

การจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดพัฒนาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เนื้อหาสาระ การฝึกปฏิบัติจริง ฝึกฝนทักษะทางสังคม ทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพ การพัฒนาทักษะ การคิดขั้นสูง  โดยสถานศึกษาร่วมมือกับแหล่งงานในชุมชน สถานประกอบการ รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดเนื้อหากิจกรรม และวิธีการประเมินผล

2

เป้าหมายการเรียนรู้ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพของผู้เรียน

K P A C (K = Knowledge ,P = Process, A = AttributesและC = Competencies)

การขับเคลื่อนหลักสูตร อ่านเพิ่มเติม

By punaoy

การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา

“สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology)  วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)  หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน  คำว่า STEM ถูกใช้ครั้งแรกโดยสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (the National Science Foundation: NSF) ซึ่งใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงโครงการหรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

สะเต็มศึกษาเกี่ยวข้องกับผู้เรียนยุคปัจจุบันในศาสตร์ทั้ง ๔ สาขาวิชา จนเป็นปกติวิสัยที่ผู้เรียนตื่นเช้ามาพบท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ แสงแดด  คน พืช  สัตว์ โดยนึกไม่ถึงว่านี่คือวิทยาศาสตร์รอบตัว  ผู้เรียนขึ้นรถยนต์ รับ-ส่ง ไปโรงเรียน  การขับขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์  การใช้ตู้กดเงิน  มีการใช้โทรศัพท์  คอมพิวเตอร์  โทรทัศน์ ตู้เย็น น้ำประปาไฟฟ้า  ผู้เรียนใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้โดยไม่ได้คิดว่านี่คือเทคโนโลยี  ผู้เรียนอาศัยอยู่ในบ้าน เรียนในอาคารหลังใหญ่  เดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้า  การพบเห็นสิ่งก่อสร้าง  รถไฟฟ้า สะพานข้ามแม่น้ำ การพบเห็น  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติไม่ได้ให้ความสำคัญว่าสิ่งที่พบเห็นและใช้ประโยชน์เป็นผลงานจากวิศวกรรมศาสตร์   ผู้เรียนมีการใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้จ่ายเงิน  การแบ่งอาหารหรือสิ่งของ การนับ แบบรูป          การเรียงลำดับหรือเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวแต่การเรียนรู้คณิตศาสตร์ก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจและเรียนรู้ได้ด้วยใจรัก  เมื่อผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้ด้วยใจรักและเกิดความคิดเชิงบูรณาการในการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเชื่อมโยงความรู้ชีวิตจริง  มีการทำงานอย่างเป็นระบบ  สามารถแก้ปัญหาได้  รวมทั้งมีการพัฒนาตนในด้านการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน

การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการนำมาเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาและคุณภาพของผู้เรียน  เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้ในศาสตร์ทั้ง ๔ สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรืออาจบูรณาการสาขาวิชาอื่นเพิ่มเติมได้โดยไม่เน้นเพียงการท่องจำทฤษฎีหรือกฏทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์  แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฎเหล่านั้น           ผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด  การตั้งคำถาม  การแก้ปัญหา  การหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่พร้อมทั้งสามารถนำข้อค้นพบนั้นไปใช้กับชีวิตประจำวันได้

จุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา คือ การจัดการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  และเห็นว่าวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกวัน

ระดับการบูรณาการที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนสะเต็มศึกษาสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่                การบูรณาการภายในวิชา (disciplinary), การบูรณาการแบบพหุวิทยากร (multidisciplinary integration),      การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (interdisciplinary integration) และ การบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา (transdisciplinary integration) ดังแสดงในรูป

การบูรณาการภายในวิชา คือ การจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะของแต่ละวิชาของสะเต็มแยกกัน การจัดการเรียนรู้แบบนี้คือการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เป็นอยู่ทั่วไปที่ครูผู้สอนแต่ละวิชาต่างจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนตามรายวิชาของตนเอง

          การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ คือ การจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะของวิชาของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์แยกกัน โดยมีหัวข้อหลัก (theme) ที่ครูทุกวิชากำหนดร่วมกัน และมีการอ้างอิงถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิชานั้น ๆ การจัดการเรียนรู้แบบนี้ช่วยให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหาในวิชาต่างๆ กับสิ่งที่อยู่รอบตัว

          การบูรณาการแบบสหวิทยาการ  คือ การจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะอย่างน้อย 2 วิชาร่วมกันโดยกิจกรรมมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทุกวิชาเพื่อให้นักเรียนได้เห็นความสอดคล้องกัน           ในการจัดการเรียนรู้แบบนี้ ครูผู้สอนในวิชาที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันโดยพิจารณาเนื้อหาหรือตัวชี้วัดที่ตรงกันและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาของตนเองโดยให้เชื่อมโยงกับวิชาอื่นผ่านเนื้อหาหรือตัวชี้วัดนั้น

           การบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา  คือ การจัดการเรียนการสอนที่ช่วยนักเรียนเชื่อมโยงความรู้และทักษะที่เรียนรู้จากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์กับชีวิตจริง โดยนักเรียนได้ประยุกต์ความรู้และทักษะเหล่านั้นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนหรือสังคม และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของตัวเอง ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความสนใจหรือปัญหาของนักเรียน โดยครูอาจกำหนดกรอบหรือ theme ของปัญหากว้าง ๆ ให้นักเรียนและให้นักเรียนระบุปัญหาที่เฉพาะเจาะจงและวิธีการแก้ปัญหาเอง ทั้งนี้ในการกำหนดกรอบของปัญหาให้นักเรียนศึกษานั้น ครูต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยกับการเรียนรู้ของนักเรียน ได้แก่  (1) ปัญหาหรือคำถามที่นักเรียนสนใจ  (2) ตัวชี้วัดในวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ (3) ความรู้เดิมของนักเรียน  การจัดการเรียนรู้แบบ problem/ project-based learning เป็นกลยุทธ์ในการจัดการเรียนรู้ (instructional strategies) ที่มีแนวทางใกล้เคียงกับแนวทางบูรณาการแบบนี้

 

 

การวัดผลประเมินผลกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา

การวัดและประเมินผลกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา นอกจากมีการวัดผลการเรียนรู้ตามแนวทางการวัดผลของสาขาวิชาที่นำมาบูรณาการร่วมกันแล้ว ยังต้องมีการวัดสมรรถนะในการนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้การออกแบบและพัฒนาชิ้นงาน รวมทั้งทักษะสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ (critical thinking) การคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) การทำงานร่วมกันเป็นทีม (collaboration) และ การสื่อสาร (communication) ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากตัวอย่าง         ของเกณฑ์การประเมินกิจกรรมแบบโครงงานเป็นฐาน (project-based learning)

ประโยชน์จากการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา

๑. ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี

และกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรม เป็นพื้นฐาน

๒. ผู้เรียนเข้าใจสาระวิชาและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากขึ้น

๓. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้และเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มสาระวิชา

๔. หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมของครูและบุคลากรทางการศึกษา

๕. สร้างกำลังคนด้านสะเต็มของประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของชาติ

การขับเคลื่อนนโยบายสะเต็มศึกษาสู่สถานศึกษา

การขับเคลื่อนและดำเนินการจัดการศึกษาตามแนวทางสะเต็มศึกษาในสถานศึกษาจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน  หน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาทุกสังกัดทุกระดับการศึกษา  รวมทั้งครูผู้สอนซึ่งต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษาในชั้นเรียนพร้อมทั้งพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้           ตามแนวทางสะเต็มศึกษาเพิ่มขึ้น  เพื่อให้เกิดลักษณะที่สำคัญ 5 ประการของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ได้แก่ (1) เป็นการสอนที่เน้นการบูรณาการ (2) ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาทั้ง 4 กับชีวิตประจำวันและการทำอาชีพ  (3) เน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 (4) ท้าทายความคิดของนักเรียน และ (5) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและความเข้าใจที่สอดคล้องกับเนื้อหาทั้ง 4 วิชา

การจัดการศึกษาตามแนวทางสะเต็มศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษาได้ทุกระดับการศึกษาตั้งแต่การศึกษาปฐมวัย  การศึกษาขั้นพื้นฐาน  อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา  เพื่อปลูกฝังและ            สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้  เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี  รวมทั้ง          การเรียนรู้ผลงานหรือชิ้นงานที่เกิดจากวิศวกรรมศาสตร์  เป็นที่คาดหวังว่าเมื่อผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา  การเพิ่มจำนวนนักวิทยาศาสตร์  รวมทั้งกำลังคนของชาติมีคุณภาพและมีศักยภาพในการทำงานสูงสามารถพัฒนาและสร้างองค์ความรู้  ผลิตนวัตกรรม  ติดต่อค้าขายกับนานาประเทศได้

 

อ้างอิง สสวท.http://krooterapong.com/trp/pluginfile.php/313/mod_resource/content/2/STEM-Education.pdf

By punaoy

แนวทางการประกันคุณภาพภายใน ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2561

แนวทางการประกันคุณภาพภายใน ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2561

“การประกันคุณภาพการศึกษา” หมายความว่า การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละระดับและประเภทการศึกษา โดยมีกลไกในการควบคุมตรวจสอบระบบการบริหารคุณภาพการศึกษาที่สถานศึกษาจัดขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสาธารณชนว่าสถานศึกษานั้นสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และบรรลุเป้าประสงค์ของหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล  ให้สถานศึกษาแต่ละแห่งจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับและประเภทการศึกษาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด พร้อมทั้งจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ จัดให้มีการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ติดตามผลการดำเนินการ เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเองให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาเป็นประจำทุกปี เพื่อให้การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษามีหน้าที่ในการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ และแนะนำสถานศึกษา เพื่อให้การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รองรับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ดังนั้น สถานศึกษาควรดำเนินการดังนี้

  1. 1. ศึกษากฎกระทรวงกระกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561

2.เพื่อให้การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎกระทรวง หน่วงงานทางการศึกษาและต้นสังกัดจะต้องดำเนินการ พัฒนา มาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับแต่ละประเภท ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา สำหรับให้สถานศึกษาใช้เทียบเคียงการพัฒนา เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พร้อมทั้งดำเนินการัดทำหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษาใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อไป

  1. สถานศึกษาแต่ละแห่ง ต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 โดยมีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา แต่ละระดับแต่ละประเภทการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด พร้อมจัดทำแผนพัฒนาการักการศึกษาของสถานศึกษา ที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และดำเนินการตามแผนพัฒนาที่กำหนดไว้ จัดให้มีการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) ให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาเป็นประจำทุกปี
  2. ในปีการศึกษา 2561 สถานศึกษาจะได้มีการนำมาตรฐานการศึกษาที่กระทรวงศึกษาประกาศใช้ไปเทียบเคียงและจัดทำเป็น มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา และดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษา ตลอดช่วงปีการศึกษา 2561 และจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) แนวใหม่ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา หลังสิ้นปีการศึกษา 2561 (มี.ค.-เม.ย. 62) แล้วจึงจัดส่งจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษา
  3. 5. เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาได้รับรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) จากสถานศึกษา ก็จะดำเนินการสรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ผลการดำเนินงาน และจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) พร้อมประเด็นต่างๆ ที่ต้องการให้มีการประเมินผลและติดตามตรวจสอบให้แก่สมศ. เพื่อใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการประเมินคุณภาพภายนอกต่อไป

6.คาดว่าสมศ.จะสามารถดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอก รอบสี่ แบบเต็มรูปแบบได้ จะต้องเสร็จสิ้นการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ของปีการศึกษา 2561 และหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาจัดจัดส่งสรุป  วิเคราะห์ สังเคราะห์ผลการดำเนินงาน และจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเอง /รายงานประจำปีของสถานศึกษา (SAR) พร้อมประเด็นต่างๆแก่สมศ.ต่อไป

7.ระหว่างรอการประเมินรอบสี่ ช่วงปีการศึกษา 2562 เพื่อให้การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษามีความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษา มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและแนะนำสถานศึกษา รวมทั้งการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจกับสถานศึกษาใน 3 ประเด็นต่อไปนี้

7.1 กฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561

7.2 มาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับและประเภทการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดและประกาศ

7.3 หลักเกณฑ์/แนวปฏิบัติการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา

8.นับจากนี้จนถึงช่วงที่จะมีการประเมินคุณภาพภายนอก รอบ สี่ แบบเต็มรูปแบบ (ช่วงปี พ.ศ. 2562) คาดว่า สมศ.อาจมีแผนการดำเนินงาน เพื่อวางระบบการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้  โดยมีการทำงานร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการและอาจมีกิจกรรมการดำเนินงานที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงหลักการและแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ และสอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงฯ

8.1 พัฒนาแนวทางในการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่

8.2 สื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางการประเมินแบบใหม่ กับสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง

8.3 ทดลองหรือซ้อมการประเมินคุณภาพภายนอกแนวใหม่ (mock assessment) กับกลุ่มตัวอย่างสถานศึกษาแต่ละประเภทแต่ละระดับการศึกษา

8.4 พัฒนาผู้ประเมินคุณภาพภายนอก (ตามองค์ประกอบของผู้ประเมินภายนอกที่กำหนดไว้) เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพสถานศึกษา เป็นต้น

การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 จึงเป็นกลไกการปฏิบัติที่เอื้อต่อการดำเนินการตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละระดับ และเกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงออกกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับหลักการประกันคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง ทำให้การประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกสัมพันธ์กัน ไม่เกิดความซ้ำซ้อนและคลาดเคลื่อนการปฏิบัติ สะท้อนความเป็นจริง ไม่เป็นการสร้างภาระแก่ สถานศึกษา บุคลากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

By punaoy

การพัฒนาครูทั้งระบบ

แนวคิดในการพัฒนาครูทั้งระบบของกระทรวงศึกษาธิการ เริ่มตั้งแต่การเตรียมการเพื่อคัดเลือกผู้จะมาเรียนวิชาชีพครู กระบวนการผลิตครู การเข้าสู่ตำแหน่งและการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพครูระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการดูแลครูเมื่อเกษียณอายุราชการและกระบวนการเชิดชูครูที่ยอมรับนับถือในคุณงามความดีและอุดมการณ์ของตน

ปี 2560 รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำโครงการคูปองพัฒนาครูภายใต้โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการพัฒนาครูในประเทศไทย เพราะมุ่งหวังให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้ตรงตามศักยภาพ สามารถนำความรู้จากการอบรมไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการประกอบอาชีพครู อีกทั้งเป็นการพัฒนาครูเพื่อเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ ในอนาคตครูทุกคนจะมี Logbook และมี e-Portfolio ในการสะสมชั่วโมง ว่าไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรใดไปแล้วบ้างและใช้เงินคูปองการอบรมที่จะได้รับคนละ 10,000 บาทต่อปีไปแล้วเท่าไร โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีการประเมินผลหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครู ซึ่งเน้นด้านปริมาณและคุณภาพ คือ ด้านปริมาณมุ่งหวังให้ครูสะสมชั่วโมงการสอนเพราะเชื่อว่าครูยิ่งสอนมากยิ่งเก่ง ด้านคุณภาพมุ่งให้ครูได้พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอและสามารถนำผลการอบรมไปใช้ในการเลื่อนวิทยฐานะได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ครูชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ จนถึงเชี่ยวชาญพิเศษ โดยจะให้ครูไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตรที่ได้รับรองมาตรฐานตามวิทยฐานะจาก “สถาบันคุรุพัฒนา” สังกัดสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สถาบันคุรุพัฒนาจะทำหน้าที่เสมือนฝ่ายวิชาการในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมให้กับข้าราชการครู ซึ่งจะมีหน่วยงานจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอหลักสูตรการอบรมให้สถาบันคุรุพัฒนาพิจารณา อีกทั้งครูสามารถเลือกหลักสูตรที่จะเข้าอบรมได้เองด้วย ชั่วโมงการเข้ารับการอบรมจะนำไปรวมกับชั่วโมงการสอนของครูด้วย สำหรับหลักสูตรการพัฒนาครูประจำการ จะทำในรูปแบบ PLC (Professional Learning Community) หรือ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน เช่น การเอาปัญหาของนักเรียนมาหารือหรือหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน มิใช่Lecture หรือการนำผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชามาบรรยาย แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

ในปี 2561 นี้หลักสูตรที่คัดเลือกเข้าโครงการเน้นการบูรณาการระหว่างเนื้อหาสาระวิชา (Content Knowledge) กับหลักวิชาชีพครู (Pedagogical Knowledge) มุ่งพัฒนาสมรรถนะและความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและเท่าทันต่อโลกศตวรรษที่ 21 ตามสาระวิชาเฉพาะที่บูรณาการเนื้อหากับศาสตร์วิชาชีพครู (Pedagogical content knowledge: PCK) หรือหลอมรวมเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการจัดการเรียนการสอนเฉพาะทาง (Technology content knowledge) ตลอดจนนำกรณีศึกษาหรือแนวทางต่าง ๆ มาช่วยสนับสนุนให้ครูเกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจในการพัฒนาปรับปรุง เปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และปฏิบัติตามกระบวนการชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning community) ส่วนหลักสูตรที่เป็นเทคนิคการสอนต่าง ๆ (Active Learning) มีการบูรณาการเนื้อหาวิชากับศาสตร์วิชาชีพครูมากขึ้นไมแยกเทคนิคการสอนกับเนื้อหาวิชาและวิทยากรต้องมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา สำหรับการพัฒนาครูทั้งระบบเป็นเงื่อนไขของการขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู การเลื่อนวิทยฐานะ ที่ต้องมีชั่วโมงในการเข้ารับการพัฒนา โดยสถาบันคุรุพัฒนาที่มีบทบาทภารกิจต้องพัฒนาครูทุกสังกัด ทั้งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รวมถึงสังกัดอื่น เป็นต้น”

ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมพัฒนาตนเองตามหลักสูตรที่ต้องการ โดยในการอบรมการอบรมและพัฒนาครูนั้นต้องอบรมอยู่บนพื้นฐานของเนื้อหาวิชาและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น โดยยึดถือเรื่องคุณภาพเป็นที่ตั้งยอมรับได้ เพื่อให้ได้คุณภาพจริง รักษามาตรฐานให้สูงไว้ ครูจึงต้องรวมพลังกันพัฒนาแล้วต้องพร้อมใจกันช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงชี้แจงแนวคิดเรื่องคุณภาพให้แก่เพื่อครูด้วยกัน รวมถึงสะท้อนคุณภาพของหลักสูตร ความคุ้มค่าในการร่วมกันพัฒนาการอบรมต่อไปให้ดียิ่งขึ้น เมื่อครูผ่านการพัฒนากลับถึงโรงเรียนแล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องหาแนวทางช่วยสนับสนุนให้ครูเกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจในการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และปฏิบัติตามกระบวนการชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning community)

 

By punaoy

ยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี

               การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์และทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์นั้น จำเป็นจะต้องมีการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา   เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาสู่การปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลา  สร้างความเข้าใจถึงอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน เป็นการรวมพลังของทุกภาคส่วนในสังคมทั้งประชาชน เอกชน ประชาสังคมในการขับเคลื่อนการพัฒนา อันเป็นการสร้างและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ ให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือคติพจน์ประจำชาติ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้สูงอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คนไทยมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความมั่นคงเสมอภาคและเป็นธรรม                                                                                                                                        ยุทธศาสตร์ชาติที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ 20 ปีต่อจากนี้ไป จะประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

(1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีเป้าหมายทั้งในการสร้างเสถียรภาพภายในประเทศและช่วยลดและป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มประเทศอาเซียนและประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย

(2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับผลิตภาพการผลิตและการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน  เพื่อพัฒนาคนและสังคมไทยให้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศมีความพร้อมทางกาย ใจ สติปัญญา มีความเป็นสากล มีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย มีคุณธรรมจริยธรรม รู้คุณค่าความเป็นไทย มีครอบครัวที่มั่นคง

(4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อเร่งกระจายโอกาสการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำไปสู่สังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรม

(5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม    เพื่อเร่งอนุรักษ์ฟื้นฟูและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และมีความมั่นคงด้านน้ำ รวมทั้งมีความสามารถในการป้องกันผลกระทบและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติธรรมชาติ และพัฒนามุ่งสู่การเป็นสังคมสีเขียว

(6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ มีสมรรถนะสูง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลกระจายบทบาทภารกิจไปสู่ท้องถิ่นอย่างเหมาะสม มีธรรมาภิบาล

By punaoy

ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21

ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตคือการเรียนรู้ 3R x 7C

3R คือ Reading : อ่านออก , Writing : เขียนได้, และArithmetic : คิดเลขเป็น
7C ได้แก่ (1) Critical Thinking and Problem Solving : ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (2) Creativity and Innovation : ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (3) Cross-cultural Understanding : ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (4)  Collaboration, Teamwork and Leadership : ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (5) Communications, Information, and Media Literacy : ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (6)  Computing and ICT (Literacy : ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (7) Career and Learning Skills : ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้

By punaoy

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills)

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้ กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดย ครูช่วยแนะนำและช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้

สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก    ศิลปะ  คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์    ประวัติศาสตร์ โดย วิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจ ในเนื้อหาวิชาหลักและสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังนี้
          1.ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย (1) ความรู้เกี่ยวกับโลก : Global Awareness  (2) ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ :Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy  (3) ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี :Civic Literacy  (4) ความรู้ด้านสุขภาพ : Health Literacy  (5) ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม :Environmental Literacy

         2.ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือ                                      

         3.ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรู้เกี่ยวกับสื่อ ความรู้ด้านเทคโนโลยี   

  1. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญดังต่อไปนี้ (1) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว  (2) การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง (3) ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม (4) การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability)  (5)  ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Responsibility)
By punaoy

การศึกษาทศวรรษที่ 21

ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลก ส่งผลต่อระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” ได้ถูกคิดและพัฒนาโดยภาคธุรกิจจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21                                                                                      หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า                    ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R  และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้                                             3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ                         4 C (Critical Thinking – การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaborationการร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่

By punaoy

การศึกษาทศวรรษที่ 21

ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลก ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

ประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” ได้ถูกคิดและพัฒนาโดยภาคธุรกิจที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21

By punaoy